โคมไฟกันระเบิด LED | โคมไฟกันระเบิด
สำหรับพื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดไอระเหย ก๊าซ หรือฝุ่นติดไฟ การเลือก โคมไฟกันระเบิด Zone 1 Zone 2 ที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญต่อความปลอดภัยของคนและกระบวนการผลิต โดย Explosion Proof ไม่ใช่แค่คำเรียก แต่คือแนวคิดการออกแบบอุปกรณ์ให้ลดความเสี่ยงจากการจุดติด หากคุณต้องการ เทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด ให้ตรงกับพื้นที่ใช้งานจริง บทความนี้สรุปหลักการเลือกแบบเข้าใจง่าย และใช้งานได้จริงสำหรับงานอุตสาหกรรม
โคมไฟกันระเบิด LED คืออะไร และต่างจากโคมกันน้ำกันฝุ่นอย่างไร
โคมไฟกันระเบิด LED คือโคมไฟที่ออกแบบสำหรับใช้งานในพื้นที่อันตราย (Hazardous Area) ซึ่งอาจมีสารไวไฟในรูปแบบก๊าซ ไอระเหย หรือฝุ่นที่ติดไฟได้ โดยโคประเภทนี้จะเน้นการ “ควบคุมแหล่งกำเนิดการจุดติด” และลดโอกาสที่ความร้อนหรือประกายไฟจากอุปกรณ์จะทำให้เกิดการลุกไหม้/ระเบิด
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ โคมกันน้ำกันฝุ่น (เช่น IP65/IP66) ไม่ได้เท่ากับ โคมไฟกันระเบิด เพราะมาตรฐานและแนวคิดการป้องกันคนละเรื่องกัน โคมกันน้ำกันฝุ่นช่วยป้องกันฝุ่น/น้ำเข้าโคม แต่ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับความเสี่ยงการจุดติดในบรรยากาศไวไฟ
Explosion Proof หมายถึงอะไรในมุมการใช้งานจริง
คำว่า Explosion Proof ในงานแสงสว่างอุตสาหกรรม มักถูกใช้เพื่อสื่อว่าโคมไฟถูกออกแบบให้เหมาะกับพื้นที่เสี่ยง โดยหลักการคือ โครงสร้างต้องแข็งแรง ลดโอกาสเกิดประกายไฟ/ความร้อนเกินควบคุม และช่วยจำกัดผลกระทบหากมีเหตุการณ์ผิดปกติ (ทั้งนี้การเลือกใช้งานจริงควรอ้างอิง “พื้นที่/โซน” และ “กลุ่มสารไวไฟ” ให้ตรงตามหน้างาน)
โคมไฟกันระเบิด Zone 1 Zone 2: เลือกอย่างไรให้ตรงพื้นที่เสี่ยง
การจำแนกโซน (Zone) คือหัวใจของการเลือก โคมไฟกันระเบิด Zone 1 Zone 2 เพราะเป็นตัวสะท้อน “ความถี่” และ “โอกาส” ที่บรรยากาศไวไฟจะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ ในทางปฏิบัติ หน้างานมักต้องอ้างอิงการประเมินพื้นที่เสี่ยงของโรงงาน/วิศวกรความปลอดภัยเป็นหลัก
ตัวอย่างพื้นที่ที่มักพบการใช้งาน
- Zone 1: พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดบรรยากาศไวไฟได้ในสภาวะการทำงานปกติ (พบเป็นครั้งคราว)
- Zone 2: พื้นที่ที่ปกติไม่ควรเกิดบรรยากาศไวไฟ แต่หากเกิดจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ (พบไม่บ่อย)
หมายเหตุ: การระบุ Zone ต้องยึดตามการประเมินหน้างานและเอกสารความปลอดภัยของสถานประกอบการเป็นหลัก
จุดที่ต้องดูเวลาเทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด
เวลาจะ เทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด เพื่อทำ TOR/เทียบสเปคโครงการ หรือเลือกให้เหมาะกับโรงงาน แนะนำให้ดู “กลุ่มข้อมูล” ต่อไปนี้ เพื่อให้ได้โคมที่เหมาะกับโซนและการใช้งานจริง
1) ความเหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยง (Zone / ประเภทสารไวไฟ)
- ระบุการใช้งานให้ชัด: Zone 1 หรือ Zone 2
- ลักษณะสารไวไฟในพื้นที่: ก๊าซ/ไอระเหย หรือฝุ่น
- เงื่อนไขหน้างาน: อุณหภูมิแวดล้อม ความชื้น การกัดกร่อน
2) ความทนทานหน้างาน (โครงสร้าง / การป้องกันฝุ่นน้ำ / แรงกระแทก)
- ระดับการป้องกันฝุ่นน้ำ (IP) ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม
- ความแข็งแรงของวัสดุและโครงสร้างสำหรับงานอุตสาหกรรม
- การทนแรงสั่นสะเทือนในพื้นที่เครื่องจักรหรือโซนขนส่ง
3) คุณภาพแสงเพื่อการทำงานและความปลอดภัย
- ความสว่างและความสม่ำเสมอของแสงในพื้นที่ทำงาน
- การลดแสงแยงตาในแนวสายตาผู้ปฏิบัติงาน
- อุณหภูมิสีและการมองเห็นที่ชัดเจน (เหมาะกับงานตรวจสอบ/สัญจร)
4) การติดตั้งและบำรุงรักษา
- รูปแบบการติดตั้ง: แขวน ยึดผนัง ยึดเพดาน หรือส่องเฉพาะจุด
- อุปกรณ์ประกอบ: Cable Gland / Junction / ท่อร้อยสายตามหน้างาน
- การเข้าถึงเพื่อซ่อมบำรุงในอนาคต (ลดเวลาหยุดไลน์ผลิต)
เหมาะกับอุตสาหกรรมแบบไหน
โคมไฟกันระเบิด LED เหมาะกับโรงงาน/พื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากสารไวไฟหรือฝุ่นติดไฟ โดยพบได้บ่อยในหลายอุตสาหกรรม เช่น งานเคมี งานสี งานพ่นสี งานหมึกพิมพ์ งานคลังสารไวไฟ งานปิโตรเคมี งานอาหารสัตว์/เก็บแบตเตอรี่ และพื้นที่สถานีจ่ายก๊าซ (ขึ้นอยู่กับการประเมิน Zone)
เทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด: ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อให้เลือกได้ตรง
เพื่อให้การ เทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด ทำได้เร็วและตรงหน้างาน แนะนำเตรียมข้อมูลเบื้องต้นดังนี้:
- โซนพื้นที่ (Zone 1 / Zone 2) จากการประเมินความปลอดภัยของโรงงาน
- ชนิดสารไวไฟ (ก๊าซ/ไอระเหย หรือฝุ่น) และลักษณะกระบวนการผลิต
- ความสูงติดตั้ง ขนาดพื้นที่ และจุดที่ต้องการเน้นแสง
- สภาพแวดล้อม: ความชื้น การกัดกร่อน การล้างทำความสะอาด ฝุ่นสะสม
- รูปหน้างาน/แบบแปลน เพื่อช่วยวางตำแหน่งและจำนวนโคม
สรุป
หากหน้างานมีความเสี่ยงจากสารไวไฟ การเลือก โคมไฟกันระเบิด ให้ตรงโซนและสภาพแวดล้อมคือสิ่งสำคัญ โคมไฟกันระเบิด LED ช่วยให้ได้แสงสว่างที่เหมาะกับงานอุตสาหกรรม พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง และเมื่อคุณต้องการ Explosion Proof ที่เลือกใช้ได้อย่างมั่นใจ การเริ่มจากการประเมิน Zone และการ เทียบสเปคโคมไฟกันระเบิด ให้ตรงหน้างาน คือขั้นตอนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับโครงการ
English